วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.ย. 2556
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 พ.ย. 2564
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยรัฐมนตรีสำคัญ อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงสาธารณรัฐโปแลนด์ ในโอกาสเยือนอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และแสวงหาลู่ทางการเพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดตลาดการค้าการลงทุนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคยุโรปกลาง โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีกำหนดการพบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ลงทุนอยู่ในโปแลนด์ เพื่อรับฟังประสบการณ์ และปัญหาอุปสรรคในการลงทุน รวมถึง มีกำหนดการหารือทวิภาคีกับนายโดนัล ทุสค์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ และร่วมเป็นประธานในการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังได้นำคณะนักธุรกิจจาก 4 สาขา ได้แก่ สาขาอาหาร สาขาพลังงาน/เศรษฐกิจสีเขียว สาขาการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ สาขาการก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ เดินทางร่วมคณะฯด้วย เพื่อศึกษาลู่ทางการขยายธุรกิจในโปแลนด์และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรปกลาง รวมทั้ง ร่วมกิจกรรมการบรรยายสรุปเกี่ยวกับประสบการณ์การลงทุนของภาคเอกชนไทยในโปแลนด์ โดยผู้แทนจากบริษัท ส.ขอนแก่น และ Thai Union Group และการร่วมกิจกรรม Business Forum “Polish – Thai Cooperation: The Way Forward” พร้อมการศึกษาดูงาน จับคู่ทางธุรกิจ และพบหารือกับผู้บริหารหน่วยงานที่มีศักยภาพของโปแลนด์ตามสาขาธุรกิจ
โปแลนด์เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออก มีพรมแดนติดกับประเทศในยุโรป 7 ประเทศ จึงสามารถเป็นประตูสู่ยุโรปได้ มีระบบเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและใหญ่เป็นอันดับ 9 ในสหภาพยุโรป เป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก โดยโปแลนด์ได้รับผลกระทบน้อยมากจากวิกฤตเศรษฐกิจในยูโรโซน ทำให้โปแลนด์เป็นตลาดเกิดใหม่และเป็นแหล่งลงทุนที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆในภูมิภาคยุโรปในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ โปแลนด์ยังมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมและเหล็กกล้า เครื่องจักรและยานยนต์ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบกับการที่รัฐบาลโปแลนด์ปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชีย (Look East Policy) เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโปแลนด์และให้สอดรับกับความสนใจของภาคเอกชนโปแลนด์ที่มุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น การเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้สร้างพันธมิตรใหม่ และศึกษาความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆของโปแลนด์เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับไทย พร้อมเป็นการเปิดโอกาสการค้าการลงทุนใหม่ๆด้วย
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ยังได้หารือกันในประเด็นต่างๆ ทั้งการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือมือในกรอบทวิภาคี ดังนี้
ด้านความสัมพันธ์ ไทยและโปแลนด์มีค่านิยมด้านการปกครองแบบประชาธิปไตย และมีการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจเสรีที่สอดคล้องกัน รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยทั้งสองเห็นพ้องที่จะยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจเสรีให้มีความแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไป และต่างตกลงที่จะสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงและมีการพบหารือกันมากขึ้น เพื่อผลักดันความร่วมมือต่างๆให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ตอบรับเยือนประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้
ด้านการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงเสถียรภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และความพร้อมของไทยที่เปิดกว้างรับการลงทุนจากภาคเอกชนโปแลนด์ โดยเฉพาะการเป็นประตูสู่อาเซียนของไทย โดยที่ไทยได้ลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ และไทยสนใจการเชื่อมทางรถไฟระหว่างเอเชียกับโปแลนด์ ในขณะเดียวกัน ไทยก็ให้ความสำคัญกับโปแลนด์ในฐานะประเทศที่เป็นประตูสู่ยุโรปกลางเช่นกัน ซึ่งทั้งสองประเทศจะต่างเป็นศูนย์กลางหรือ Hub ในการกระจายสินค้าในภูมิภาคของตนเอง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2561 จากปัจจุบัน 732.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของโปแลนด์ในอาเซียน ด้วยการสนับสนุนให้มีการค้าขายสินค้าที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชื่อมั่นว่าการลงนามความตกลงด้านความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในครั้งนี้ จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนอย่างแน่นอน
ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวโปแลนด์เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยปีละ 47,113 คน เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งโปแลนด์เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างมาก และเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในกลุ่มประเทศยุโรปกลาง ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เชิญชวนให้ชาวโปแลนด์มาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของ
รูปภาพประกอบ
09.00 – 17.00 (พักกลางวัน : 12.00 – 13.00)